คำนวณคะแนน TCAS ไม่ยากอย่างที่คิด! เช็กโอกาสสอบติดด้วยวิธีคิดคะแนนแบบเข้าใจง่าย

คำนวณคะแนน TCAS ง่าย ๆ ใช้คะแนนอะไร คิดแบบไหน พร้อมตัวอย่างคำนวณทีละขั้นตอน ประเมินตัวเองก่อนเลือกคณะ และเช็กลิสต์ที่ไม่ควรพลาดก่อนยื่นคะแนน

การคำนวณคะแนน TCAS คือการนำคะแนนสอบ เช่น TGAT, TPAT, A-Level และ GPAX มาคิดตามสัดส่วนที่แต่ละคณะกำหนด เพื่อดูว่าคะแนนที่มีอยู่มีโอกาสติดคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่อยากอยากเข้าไหม ซึ่งการคำนวณคะแนน TCAS ยังช่วยให้เราวางแผนเลือกอันดับได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ถ้าน้อง ๆ กำลังเตรียมตัวยื่นเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากจะค้นหาคณะที่เหมาะกับเราแล้วอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การคำนวณคะแนน TCAS เพราะมันเหมือนตัวช่วยที่ทำให้เรารู้คร่าว ๆ คะแนนแบบนี้ มีลุ้นติดคณะไหนได้บ้าง สำหรับน้อง ๆ ที่อยากรู้วิธีคำนวณคะแนน TCAS แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มยังไง หรือคะแนนแต่ละวิชาต้องเอาไปคิดแบบไหน แล้วแต่ละคณะใช้สัดส่วนคะแนนต่างกันยังไง ถ้าเราเข้าใจวิธีคำนวณคะแนนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนยื่นได้ง่ายขึ้น รู้ว่าควรเลือกคณะไหน หรือจัดอันดับยังไงให้มีโอกาสติดมากขึ้น เราเลยอยากพาน้อง ๆ ไปดูว่าคำนวณคะแนน TCAS คำนวณยังไง แล้วเราต้องเอาคะแนนตรงไหนมาคำนวณด้วยบ้าง บอกเลยว่าคำนวณตามกันได้แน่นอน   

ทำไมต้องคำนวณคะแนน TCAS ?

สำหรับคนที่มีแพลนจะเข้ามหาลัย การคำนวณคะแนน TCAS ถือว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะแค่ลองคำนวณคะแนน TCAS ของตัวเองดูล่วงหน้า ก็จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าคะแนนที่มีอยู่ตอนนี้ พอจะมีลุ้นคณะหรือมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าได้มากน้อยแค่ไหน พอรู้คะแนนคร่าว ๆ แล้ว ก็จะวางแผนต่อได้ง่ายขึ้น เช่น รู้ว่าควรไปเน้นเก็บคะแนนวิชาไหนเพิ่ม หรือบางคนอาจได้ปรับเป้าหมายให้เหมาะกับคะแนนของตัวเอง ที่สำคัญการคำนวณคะแนน TCAS ยังช่วยให้เราเลือกคณะมีทิศทางมากขึ้น และเพิ่มโอกาสสอบติดคณะที่ตั้งใจไว้ได้แบบมั่นใจขึ้น 

คำนวณคะแนน TCAS ใช้อะไรบ้าง? 

ก่อนจะเริ่มคำนวณคะแนน TCAS สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ คะแนนที่ใช้ในระบบ TCAS ไม่ได้มีแค่คะแนนสอบอย่างเดียว แต่ประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัย และรอบที่เราจะยื่นสมัคร โดยเฉพาะรอบที่ 3 Admission เป็นรอบที่คนส่วนใหญ่ใช้ยื่นกัน และการคำนวณคะแนน TCAS จะเกี่ยวข้องกับคะแนนหลัก ๆ ดังนี้

1. TGAT (Thai General Aptitude Test): วัดความถนัดทั่วไป ซึ่งข้อสอบ TGAT แบ่งเป็น 3 ส่วน

  • การสื่อสารภาษาอังกฤษ
  • การคิดอย่างมีเหตุผล
  • สมรรถนะการทำงาน

หลายคณะส่วนใหญ่ใช้คะแนน TGAT นี้เป็นองค์ประกอบหลักในการคัดเลือก และบางคณะอาจใช้สูงถึง 40 – 90% เลยทีเดียว 

2. TPAT (Thai Professional Aptitude Test): วัดความถนัดทางวิชาชีพ 

  • TPAT1 : ความถนัดแพทย์ (กสพท.)
  • TPAT2 : ความถนัดทางศิลปกรรมศาสตร์
  • TPAT3 : ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์
  • TPAT4 : ความถนัดทางสถาปัตยกรรม
  • TPAT5 : ความถนัดทางครุศาสตร์ – ศึกษาศาสตร์

ถ้าเล็งคณะเฉพาะทาง เช่น แพทย์ วิศวะ หรือครู คะแนน TPAT ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการ คำนวณคะแนน TCAS เลยก็ว่าได้ เพราะหลายคณะให้น้ำหนักสูงมาก บางที่มากกว่า 50% เลย 

3. A-Level (Applied Knowledge Level): วัดความรู้ในรายวิชาต่าง ๆ

  • คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 (พื้นฐาน + เพิ่มเติม)
  • คณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 (พื้นฐาน)
  • วิทยาศาสตร์ประยุกต์
  • ฟิสิกส์
  • เคมี
  • ชีววิทยา
  • ภาษาไทย
  • สังคมศึกษา
  • ภาษาอังกฤษ
  • ภาษาต่างประเทศอื่น (เลือกได้ 1 ภาษา: ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, บาลี, สเปน)

คณะส่วนใหญ่จะกำหนดวิชาที่ต้องใช้แตกต่างกัน เช่น สายวิศวกรรม อาจใช้ คณิตศาสตร์ + ฟิสิกส์ สายแพทย์ อาจใช้ ชีววิทยา + เคมี หรือสายศิลป์ อาจใช้ ภาษาไทย + สังคม

4. เกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) และเกรดรายวิชา (GPA) 

หลายคณะยังใช้ GPAX เกรดเฉลี่ย 5-6 เทอม ในการคำนวณ บางแห่งกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ด้วย เช่น ต้องได้ GPAX 3.00 ขึ้นไปถึงจะสมัครได้ หรือบางคณะอาจจะดู GPA รายกลุ่มสาระ เช่น เน้นเกรดวิชาภาษาอังกฤษหรือวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ

สิ่งที่ควรเช็กก่อนคำนวณคะแนน TCAS 

สิ่งที่ควรเช็กก่อนคำนวณคะแนน TCAS 

สิ่งแรกก่อนจะไปคำนวณคะแนนให้น้อง ๆ เช็กข้อมูลเกณฑ์คะแนนของแต่ละมหาลัยที่อยากเข้าให้ละเอียดก่อน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนคะแนน GPAX คะแนนขั้นต่ำของแต่ละวิชา คุณสมบัติเฉพาะของคณะ / มหาวิทยาลัย พอเช็กข้อมูลของคณะครบแล้ว ขั้นต่อไปเตรียมคะแนนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น GPAX หรือคะแนนสอบต่าง ๆ ให้พร้อม แล้วค่อยเอามาคำนวณคะแนน TCAS ตามสัดส่วนของคณะที่อยากเข้า 

วิธีคำนวณคะแนน TCAS แบบเข้าใจง่าย 

ตัวอย่างคำนวณคะแนน TCAS

สมมติว่าคณะที่อยากเข้า ของมหาวิทยาลัย A กำหนดเกรดและสัดส่วนคะแนนไว้ดังนี้

  • GPAX 20%
  • TGAT 30%
  • TPAT3 20%
  • A-Level คณิตศาสตร์ 30%

แล้วน้อง ๆ มีคะแนนดังนี้ 

  • GPAX = 3.50
  • TGAT = 70 คะแนน
  • TPAT3 = 60 คะแนน
  • A-Level คณิตศาสตร์ = 55 คะแนน

ขั้นตอนการคิดคะแนนทีละส่วน โดยเราจะคิดแบบเต็ม 100 คะแนน 

1. ส่วนของ GPAX (20%)

วิธีคิดคือนำเกรดเฉลี่ยมาเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น เกรด 4.00 คือ 100 คะแนน

(3.50/4.00) x 100 = 87.5

จากนั้นนำมาคูณสัดส่วน 20% : (87.5×0.20) = 17.5 คะแนน 

2. ส่วนของ TGAT (30%)

นำคะแนนที่ได้มาคูณสัดส่วน 30%  : (70×0.30) = 21 คะแนน 

3. ส่วนของ TPAT3 (20%)

นำคะแนนที่ได้มาคูณสัดส่วน 20%  : (60×0.20) = 12 คะแนน 

4. A-Level คณิตศาสตร์ (30%)

นำคะแนนที่ได้มาคูณสัดส่วน 30%  : (55×0.30) = 16.5 คะแนน 

ผลคะแนน TCAS ที่คำนวณได้

17.5+21+12+16.5 = 67 คะแนน 

ส่วนประกอบคะแนนที่ได้ (เต็ม 100)สัดส่วนที่ใช้วิธีคำนวณคะแนนที่ได้รับ
GPAX87.520%$87.5 \times 0.20$17.5
TGAT7030%$70 \times 0.30$21.0
TPAT36020%$60 \times 0.20$12.0
A-Level คณิต5530%$55 \times 0.30$16.5
รวมคะแนน100%67.0

นอกจากนี้ถ้าบางคณะระบุแต่วิชาที่ใช้ยื่น แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วน% มาให้ โดยส่วนใหญ่จะหมายถึงทุกวิชาที่ระบุมามีสัดส่วนคะแนนเท่ากัน เช่น ถ้าคณะระบุมาว่าใช้ A-Level คณิต สังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ก็ให้เอาคะแนนทั้งหมดมาบวกรวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนวิชาก็คือ 4 

4 ทริกเล็ก ๆ หลังจากคำนวณคะแนน TCAS

เทียบคะแนน tcas จากสถิติย้อนหลัง

1. เทียบคะแนนจากสถิติย้อนหลัง

สิ่งที่ต้องทำคือการนำคะแนนที่เราได้ไป เทียบคะแนนจากสถิติย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี เช่น คะแนนต่ำสุด – สูงสุด ค่าเฉลี่ย และจำนวนที่เปิดรับ วิธีนี้จะช่วยให้เราพอเห็นภาพว่า คะแนนของเราอยู่ระดับไหนเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ถ้าคะแนนเราสูงกว่าคะแนนต่ำสุดของปีก่อน ๆ ก็ถือว่ายังพอมีลุ้น แต่ถ้าคะแนนใกล้เคียงหรือต่ำกว่า ก็ควรเผื่อคณะสำรองไว้ด้วย

2. จัดอันดับคณะที่ตัวเองสนใจ

อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญหลังจากคำนวณคะแนน TCAS คือการจัดอันดับคณะที่อยากยื่นให้ดี ๆ เพราะในระบบมีให้เราเลือกได้ถึง 10 อันดับเลย แนะนำให้แบ่งเป็น 3 กลุ่มง่าย ๆ คือคณะออกเป็นคณะในฝันที่อยากเรียนที่สุด คณะที่มีโอกาสที่คะแนนของเราอยู่ในช่วงใกล้เคียงกับสถิติย้อนหลัง และคณะสำรองที่คะแนนถึงชัวร์ ๆ ตามสถิติ การจัดแบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสอบติดได้มากขึ้น

3. ตรวจสอบเงื่อนไขการยื่นให้ครบ 

เช็กเงื่อนไขของคณะที่จะยื่นให้ครบ เพราะบางคณะไม่ได้ดูแค่คะแนนรวม แต่ยังมีเงื่อนไขอื่น ๆ เช่น คะแนนขั้นต่ำของบางวิชา การใช้คะแนนวิชาเฉพาะ GPAX หรือการยื่นเอกสารเพิ่มเติม ถ้าไม่เช็กให้ดี ต่อให้คะแนนถึงก็อาจยื่นไม่ได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจยื่นคณะไหน ลองอ่านรายละเอียดให้ครบ จะช่วยลดความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้เยอะเลย เพราะถ้าน้อง ๆ ขาดคะแนนส่วนไหนไป หรือขาดคุณสมบัติตามที่คณะระบุมา น้อง ๆ จะถูกตัดสิทธิ์ได้นะ  

4. เช็กปฏิทิน กำหนดการต่าง ๆ

ในระบบ TCAS มีหลายรอบ และแต่ละรอบมีช่วงเวลาที่ชัดเจน ให้ติดตามปฏิทินและกำหนดการไว้ให้ดี  ทั้งวันสมัคร วันยื่นเอกสาร วันชำระเงิน และวันยืนยันสิทธิ์ หากพลาดวันใดวันหนึ่ง อาจทำให้เสียโอกาสยื่นในรอบนั้นไปได้ ทางที่ดีแนะนำให้น้อง ๆ จดวันสำคัญลงในปฏิทินมือถือ หรือตั้งแจ้งเตือนไว้ล่วงหน้าไว้เลย 

สิ่งที่ต้องระวังที่สุด คือการดูสัดส่วนผิด เพราะแต่ละปีหรือแต่ละมหาวิทยาลัยอาจมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์อยู่เสมอ แนะนำให้น้อง ๆ เช็กข้อมูลจากเว็บไซต์ myTCAS.com หรือประกาศโดยตรงจากทางมหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อความเป๊ะ 100% 

คำนวณคะแนน TCAS แล้วไม่ถึงเกณฑ์ เลือกเรียนต่อที่ไหนดี? 

ช่วงเวลาประกาศผลสอบแล้วลองคำนวณคะแนน TCAS ออกมา แล้วเจอว่าคะแนนไม่เป็นไปตามที่หวัง บอกเลยว่าความรู้สึกเฟล เครียด หรือไปต่อไม่ถูกมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ก็อยากให้น้อง ๆ อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะเส้นทางการเรียนต่อไม่ได้มีแค่นั้น ถ้ายังอยากมีที่เรียนแบบไม่ต้องลุ้นคะแนน อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจก็คือ มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก (SBU) ที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ สมัครได้เลยแบบ TCAS ไม่มีขั้นต่ำ ไม่ต้องยื่นคะแนน ไม่ต้องใช้ผล TCAS, TGAT หรือ TPAT ก็สมัครเรียนได้ 

เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยค่าสมัคร 200 บาทเท่านั้น! และยังสามารถสมัครเรียนกู้กยศ.ได้ หรือถ้าใครอยากแบ่งจ่ายก็สามารถเลือกผ่อนกับมหาลัยได้ ไม่มีดอกเบี้ย สามารถทักมาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนได้ ที่ SBU เปรียบเสมือนองค์กรสร้างบัณฑิตมืออาชีพ เน้นทักษะที่ตลาดงานต้องการ การันตีว่ามาที่นี่ได้เรียนชัวร์ ไม่ง้อคะแนน TCAS  

รับสมัครนักศึกษาใหม่ sbu

เรียนแบบทันสมัย ตอบโจทย์ยุคใหม่ SBU พร้อมให้น้อง ๆ ก้าวทันโลก

น้อง ๆ ที่กำลังมองหามหาวิทยาลัยที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก (SBU) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ที่นี่เน้นการเรียนแบบทันสมัย ปรับหลักสูตรให้เข้ากับโลกการทำงานจริง ที่สำคัญยังมี ปริญญาตรีออนไลน์ 100% ให้เลือก เรียนได้จากทุกที่ จะอยู่บ้าน หรืออยู่ที่ไหนก็สามารถเรียนได้ แถมยังจบไวตามหลักสูตร 1.5–3 ปี ช่วยให้น้อง ๆ ไปถึงเป้าหมายได้ไวกว่าที่คิด อัปเกรดตัวเองให้พร้อมสำหรับอนาคตได้ที่ SBU รับรองว่าได้ทั้งความรู้ และประสบการณ์ที่น้อง ๆ ตามหาแน่นอน!