ประวัติคณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน

คณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน (Faculty of Logistics and Aviation Technology) ซึ่งจากเดิมเป็นสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ อยู่ภายใต้คณะบริหารธุรกิจ ต่อมาในปีการศึกษา 2560 ได้ปรับเปลี่ยนเป็น คณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน โดยมีสถานที่ตั้งอยู่ เลขที่ 298 ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา  วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก  ถนนสรรพาวุธ แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 โทรศัพท์ 0-2744-7356-65 ต่อ 167-168  โทรสาร 0-2398-1356

ปัจจุบัน วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก มีการบริหารงานโดย ดร.สมศักดิ์ รุ่งเรือง ตำแหน่ง อธิการบดี เป็นผู้รับใบอนุญาต และนายชนะ รุ่งแสง  เป็นนายกสภาวิทยาลัย ถือกำเนิดขึ้นมาด้วยปณิธานแน่วแน่ในการสร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพและสมรรถนะระดับสากล ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2542  และสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้อนุญาตให้เปิดดำเนินการหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต รวมทั้งให้การรับรองวิทยฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม  2543 โดยได้เปิดดำเนินการเรียนการสอนในภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2543 และได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) และหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรต่อเนื่อง) โดยเปิดสอนรวม 3 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาการบัญชี, สาขาวิชาการตลาด และ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ปีการศึกษา 2549 ได้เปิดเพิ่มอีก 1 สาขาวิชาคือ สาขาวิชาการการจัดการโลจิสติกส์  และในปีการศึกษา 2555 ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  ซึ่งเป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ และในปีการศึกษา 2559  สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์  ได้ปรับเปลี่ยนเป็นคณะโลจิสติกส์และเทคโนโลยีการบิน โดยได้เปิดดำเนินการเรียนการสอนจำนวน 2  หลักสูตร  ดังนี้

  1. หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ (Department of Logistics Management)
  2. หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต (ต่อเนื่อง) สาขาวิชาการจัดการการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Department of Air cargo Management)

หลักสูตรและการรับรองหลักสูตร

การรับรองหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา วิทยาลัยได้รับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแล้ว ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

  1. หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์

ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษา   เมื่อวันที่  1   มิถุนายน   2546
หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่  23 กรกฎาคม  2551
หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555 เมื่อวันที่  20  สิงหาคม   2556

หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ ……………………………………..

  1. หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตบัณฑิต (ต่อเนื่อง) สาขาวิชาการจัดการการขนส่งสินค้าทางอากาศ

ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษา

สาขาวิชา การจัดการโลจิสติกส์

หลักสูตรสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์

ชื่อหลักสูตร

ภาษาไทย        :         หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต   สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์

ภาษาอังกฤษ     :         Bachelor of  Business Administration Program in Logistics Management

 

ชื่อปริญญา

ชื่อเต็มภาษาไทย  :         บริหารธุรกิจบัณฑิต (การจัดการโลจิสติกส์)

ชื่อย่อภาษาไทย  :         บธ.บ. (การจัดการโลจิสติกส์)

ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ        Bachelor of  Business Administration (Logistics Management)

ชื่อย่อภาษาอังกฤษ         B.B.A. (Logistics Management)

 

วัตถุประสงค์

  • เพื่อผลิตบัณฑิตให้มีความรู้  ความสามารถในด้านวิชาการจัดการโลจิสติกส์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ  เน้นให้มีความชำนาญในด้านประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและภาษาอังกฤษ  เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
  • เพื่อผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการศึกษาค้นคว้า วิจัย มีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ศาสตร์ที่ได้ศึกษา  รวมทั้งสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
  • เพื่อผลิตบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจให้เป็นผู้มีเจตคติที่ดีและตระหนักในความสำคัญของงานในศาสตร์ที่ศึกษา  ที่มีผลกระทบต่อสังคม  สภาพแวดล้อมและประเทศชาติ
  • เพื่อผลิตบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจให้เป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบ มีความคิดสร้างสรรค์  ดำรงตนเป็นพลเมืองดี  และ จรรโลงไว้ซึ่งขนบธรรมประเพณีไทย

การวัดผล และการสำเร็จการศึกษา

  • การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา  ให้เป็นไปตามระเบียบวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอกว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2550

โครงสร้างหลักสูตร

  • โครงสร้างหลักสูตร  ประกอบด้วย  หมวดศึกษาทั่วไป   หมวดวิชาเฉพาะ  และหมวดวิชาเลือกเสรี  โดยมีสัดส่วนจำนวนหน่วยกิต แต่ละหมวดวิชา  ดังนี้

โครงสร้างหลักสูตร

 จำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร                                                                    129    หน่วยกิต

  1. หมวดวิชาศึกษาทั่วไป  ไม่น้อยกว่า                                                           30    หน่วยกิต

1.1  กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์                                                                  12    หน่วยกิต

1.2  กลุ่มวิชาภาษา                                                                                                          12    หน่วยกิต

1.3 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์                                                                      6    หน่วยกิต

  1. หมวดวิชาเฉพาะ                                                                                           93    หน่วยกิต

(1)  กลุ่มวิชาแกน                                                                                             36    หน่วยกิต

(2)  กลุ่มวิชาเอก                                                                                              57    หน่วยกิต

2.1  กลุ่มวิชาเอกบังคับ                                                                                45    หน่วยกิต

2.2  กลุ่มวิชาเอกเลือก                                                                                 12    หน่วยกิต

  1. หมวดวิชาเลือกเสรี                                                                       6    หน่วยกิต

          รวมตลอดหลักสูตร                                                                   129    หน่วยกิต

การจัดการความรู้

เรื่อง การเขียนอย่างไรให้ได้ทุนภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้

การจัดการความรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ตามพันธกิจของคณะฯ เรื่อง “การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย : เขียนอย่างไรให้ได้ทุน” จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560  ให้กับบุคลากรสายวิชาการ และ บุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ โดยมี ดร.โศจิลักษณ์ กมลศักดาวิกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยสรุปผลการดำเนินงานได้ ดังนี้

1.เกณฑ์การพิจารณา

เงื่อนไขข้อเสนอการวิจัย (20 คะแนน)

  • ตรงตามกรอบการวิจัยที่ วช. กำหนด
  • การบูรณาการระหว่างสาขาวิชาการ
  • การสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่
  • หลักฐานรองรับว่ามีผู้ต้องการผลงานวิจัยหรือผู้ต้องการผลงานวิจัยให้ความร่วมมือ

ความเชื่อมโยงของโครงการวิจัย (60 คะแนน)

  • ชื่อโครงการวิจัย
  • ความสำคัญของที่มาของปัญหา
  • ความชัดเจนของวัตถุประสงค์
  • องค์ประกอบของคณะผู้บริหารโครงการวิจัย
  • ความเชื่อมโยงของโครงการวิจัย
  • แผนการบริการโครงการวิจัยและแผนการดำเนินงาน

ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการวิจัย (20 คะแนน)

  • ผลผลิต
  • ผลลัพธ์
  • ผลกระทบ

2.ลักษณะของโครงการวิจัยที่ดี

  • ความถูกต้อง (Correctness) ถูกต้อง แม่นยำมีหลักฐานอ้างอิงที่สามารถตรวจสอบได้
  • ความมีเหตุผลมั่นคง (Cogency) สาระสำคัญของโครงการวิจัยต้องมีเหตุผลแน่นหนา ชัดเจน ตรวจสอบได้
  • ความกระจ่างแจ้ง (Clarity) ข้อความต้องชัดเจน ผู้อ่าน ผู้ประเมินคุณภาพ สามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องตีความหรือคาดคะเนความหมายของโครงการวิจัยนั้นๆ
  • ความสมบูรณ์ (Completeness) ต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนตามกำหนดของแต่ละสำนักตามขั้นตอนของกระบวนการวิจัย แต่ละหัวข้อมีเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ (Format VS. Style)
  • ความกะทัดรัดชัดเจน (Concise) สั้น เข้าใจได้รวดเร็วประหยัดเวลา
  • ความสม่ำเสมอ (Consistency) หรือความคงเส้นคงวา นักวิจัยต้องใช้คำเดียวกันในการใช้คำหรือข้อความเดียวกันทั้งฉบับ
  • ความสัมพันธ์เชื่อมโยงสอดคล้อง (Correspondence) ซึ่งแสดงว่าทุกส่วนได้รับการจัดระเบียบมาเป็นอย่างดี ทุกหัวข้อมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันโดยตลอด

 3.ประเภท หรือรูปแบบของการวิจัย

  • การวิจัยเชิงสำรวจ (Surveying research)
  • การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research)
  • การวิจัยพื้นฐาน (Basic research)
  • การวิจัยเชิงปฎิบัติการ (Operational research)
  • การวิจัยเพื่อการพัฒนา (Developmental research)
  • การวิจัยเชิงบูรณาการ (Integrated research)
  • การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research)
  • การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research)
  • การวิจัยสถาบัน (Institutional research)
  • การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom research)

โครงการแบบ Demand pull และ Supply push

  • แบบ Demand pull มาจากความต้องการหรือความจำเป็น ของผู้ใช้ (User) หรือผู้ให้ทุน(Granting agency)
  • แบบ Supply push คือ ผู้นำเสนอสร้างความเชื่อให้ผู้ใช้หรือผู้ให้ทุนคิดว่าเรื่องที่นำเสนอเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นจึงจะไม่ทำไม่ได้

 แหล่งที่มาของโจทย์วิจัย

  • นโยบายการวิจัยของชาติ
  • แหล่งทุน
  • ประสบการณ์ของนักวิจัยเอง
  • การค้นปัญหาโจทย์ร่วมกันกับพื้นที่
  • ปัญหาในหน่วยงาน
  • การทบทวนทฤษฎี/งานวิจัย

การเขียนแบบเสนอโครงการวิจัย

1. หัวข้อวิจัย

          ระบุชื่อโครงการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กรณีเป็นโครงการวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย ให้ระบุชื่อแผนงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

วิธีเขียน

  1. ชื่อเรื่องประกอบด้วย ตัวแปร + ประชากร + พื้นที่ + เวลา
  2. เป็นสิ่งที่บอกถึง “ปัญหาวิจัย” (research problem)
  3. Research topic บ่งบอกให้ทราบว่า
  • จะทำวิจัยเรื่องอะไร
  • เป็นการวิจัยแบบใด

การเขียน

  1. สื่อความหมายได้เข้าใจว่า จะศึกษาสิ่งใดหรือบ่งบอกถึงปัญหาวิจัย
  2. ชัดเจน กะทัดรัด
  3. กำหนดเป็น
  • ประโยคสมบูรณ์ (จะทำอะไร-แง่มุมใด-กับใคร-ที่ไหน) หรือ
  • ข้อความ วลี (ศึกษาอะไร หรือพัฒนาสิ่งใด)
  1. ไม่ควรระบุไว้กว้างขวางใหญ่โต จนทำให้เข้าใจผิด
  2. ไม่ควรระบุแคบ เจาะจงเกินไป จนทำให้เข้าใจผิด

2. ลักษณะโครงการวิจัย

ระบุโครงการวิจัยเป็นโครงการวิจัยใหม่ หรือเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่อง (ปีที่ 2 เป็นต้นไป) กรณีเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องต้องระบุจำนวนระยะเวลาที่ทำการวิจัยทั้งหมด และปีงบประมาณที่เสนอขอว่าเป็นปีที่เท่าใด พร้อมทั้งระบุรหัสโครงการวิจัยด้วย

3. คำสำคัญ (Keywords) ของโครงการวิจัย

ระบุคำสำคัญ (Keywords) ที่มีความสำคัญต่อชื่อเรื่องหรือเนื้อหาของเรื่องที่ทำการวิจัย ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศให้ครบถ้วน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้ในการเลือกหรือค้นหาเอกสารที่มีชื่อเรื่องประเภทเดียวกันกับเรื่องที่ทำการวิจัยได้

 4. ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำวิจัย

          แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่จำเป็นต้องทำการวิจัยเรื่องนี้ หากมีสถิติตัวเลขอ้างอิงได้จะชัดเจนยิ่งขึ้นและการเลือกพื้นที่ใดทำการวิจัย ควรกล่าวถึงความสำคัญของพื้นที่นั้นให้ชัดเจนด้วย

 วิธีเขียน

  1. เรื่องที่ศึกษา เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร (เสนอทฤษฎี หลักการ แนวคิดที่เกี่ยวข้อง)
  2. ความสำคัญของปัญหา (แสดงข้อมูลทางสถิติ, ข้อมูลเชิงคุณภาพให้เห็นความสำคัญ)
  3. สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ดี, เลว, เหมาะสม, ไม่เหมาะสม, เสียหาย ฯลฯ)
  4. สภาวะที่เป็นปัญหา (อะไรที่ทำให้เกิดสภาพการณ์นั้น)
  5. ประเด็นที่จะวิจัย (แนวทางที่จะแก้ไข)
  6. ความจำเป็นที่ต้องรีบแก้ไข

 5. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย

ระบุวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยอย่างชัดเจนและเรียงตามลำดับความสำคัญเป็นข้อๆ โดยเชื่อมโยงกับความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย ไม่ควรเขียนปะปนกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย และไม่ควรเขียน เหมือนขั้นตอนการทำวิจัย

วิธีเขียน

เป็นส่วนที่บอกเป้าหมาย หรือความต้องการของงานวิจัย (ผู้วิจัย) ว่า “อยากทราบอะไร” เพื่อใช้เป็นทิศทางและแนวทางการวิจัย

  1. เขียนให้ชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจได้ว่า “ต้องการทราบอะไร”
  2. อยู่ในขอบเขตของปัญหาวิจัย
  3. ครอบคลุมสิ่งสำคัญที่ควรแก่การศึกษา
  4. ทำวิจัยได้จริง หรือ หาข้อมูลได้
  5. จัดเรียงตามลำกับความสำคัญ หรือตามขั้นตอนดำเนินการ
  6. อย่าเขียนในรูปของวิธีการดำเนินการ
  7. อย่าเขียนวัตถุประสงค์มากเกินไป
  8. วัตถุประสงค์ต้องเริ่มคำว่า “เพื่อ” เสมอ

ควรใช้คำต่อไปนี้

  • เพื่อศึกษา
  • เพื่อวิเคราะห์หรือสังเคราะห์
  • เพื่อเปรียบเทียบ
  • เพื่อพัฒนา
  • เพื่อออกแบบ
  • เพื่อหา
  • เพื่อสำรวจ
  • เพื่ออธิบาย
  • เพื่อหาความสัมพันธ์
  • เพื่อทำนาย
  • เพื่อประเมิน
  • เพื่อตรวจสอบ
  • เพื่อสร้าง

ไม่ควรใช้คำต่อไปนี้

  • เพื่อทราบ
  • เพื่อนำ
  • เพื่อใช้
  • เพื่อเสนอแนะ
  • เพื่อปรับปรุง

6. ขอบเขตของโครงการวิจัย

ระบุขอบเขตของการวิจัยในเชิงปริมาณ/เชิงคุณภาพ ที่เชื่อมโยงกับปัญหาที่ทำการวิจัยแต่ไม่สามารถกำหนดโดยตรงในชื่อโครงการวิจัย และวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยได้

วิธีเขียน

  1. ขอบเขตของสถานที่ทำการวิจัย (place) (งานวิจัยนี้มีสถานที่ทำวิจัย สถานที่ทดลองที่ไหนบ้าง)
  2. ขอบเขตของประชากรที่ศึกษา (people) (ประชากรที่ศึกษาเป็นอะไร คน สัตว์ พืช)
  3. ขอบเขตของเนื้อหาสาระที่ศึกษา (variable) (เนื้อหาสาระของเรื่องเกี่ยวกับอะไร)
  4. ขอบเขตของเวลา (Time) (ระยะเวลาที่ใช้ในการทำวิจัย กี่ปี กี่เดือน)

7. ทฤษฎี สมมติฐาน (ถ้ามี) และกรอบแนวความคิดของการวิจัย

แสดงทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง สมมติฐาน (ถ้ามี) และกรอบแนวความคิด โดยแสวงหาเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำการวิจัยแล้วนำมาสังเคราะห์เป็นสมมติฐาน (ถ้ามี) และกรอบแนวความคิดของโครงการวิจัย

กรอบแนวคิดการวิจัย (กรณีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์)

  • เสนอในรูปแบบ Model ของการวิจัย นั้นๆ
  • เสนอในรูปแบบกระบวนการ (process)
  • เสนอในรูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา
  • หรือเสนอในรูปแบบผสม

กรอบแนวคิดการวิจัย (กรณีการวิจัยทางสังคมศาสตร์)

เป็นการนำเอาตัวแปรที่จะศึกษามาเชื่อมโยงกับแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในรูปของคำบรรยาย หรือ แบบจำลองแผนงาน หรือรูปแบบที่ผสมกัน

8. การทบทวนวรรณกรรม/สารสนเทศ (Information) ที่เกี่ยวข้อง

กำหนดปัญหาให้ชัดเจนทั้งในด้านการเกิดความรุนแรง การกระจายตัวของปัญหาหรือด้านอื่นๆ ให้เข้าถึงข้อเท็จจริงของปัญหาอย่างแท้จริง ด้วยการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง (reviewed literature) ตรวจสอบสถิติ สอบถามความคิดเห็นจากบุคคลที่เกี่ยวข้องและแสวงหาเหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้จากทฤษฎี/สมมติฐานในสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้อง

วิธีเขียน

  1. วรรณกรรมที่นำมาทบทวนหรืออ้างถึงนั้นต้องสัมพันธ์กับงานวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ควรเขียนรวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้วิจัยได้อ่านมา
  2. แต่ละงานวิจัยที่สำคัญที่นำมาทบทวนอาจอภิปรายทีละเรื่องในแต่ละย่อหน้า บอกวัตถุประสงค์ของการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ถ้างานวิจัยนั้นสำคัญน้อยอาจอ้างแต่ตัดรายละเอียดออกบ้าง
  3. ถ้ามีงานวิจัยที่ผ่านมาหลายเรื่องที่ศึกษาปัญหาเดียวกันในแง่มุมที่คล้ายคลึงกัน อาจนำมาทบทวนรวมกันในย่อหน้าเดียวกัน เช่น นาย ก, นาย ข, นาย ค และนาย ง ได้ศึกษาถึงเรื่อง……และสรุปผลออกมาเป็นกลุ่มมากกว่าแยกจากกัน
  4. ควรเขียนทบทวนวรรณกรรมที่ได้มีการศึกษามาอย่างดี เลือกเฉพาะที่เป็นจุดเด่นที่ทบทวนวรรณกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องี่ดำเนินการอยู่
  5. เรียบเรียงสาระสำคัญเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ผลงานวิจัยที่มาก่อนจนถึงปัจจุบัน ยังขาดอะไรอยู่ มีจุดอ่อนอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันอย่างไร
  6. ควรเขียนในลักษณะที่จะนำมาใช้ในการอภิปรายผลการวิจัย

9. เอกสารอ้างอิงของโครงการวิจัย

          ระบุเอกสารที่ใช้อ้างอิง (Reference) ของโครงการวิจัยตามระบบสากล

  1. เสนอชื่อเอกสารที่ใช้ค้นคว้าและอ้างอิง
  2. เสนออย่างเป็นระบบ
  • ชื่อคนแต่ง ชื่อหนังสือ จังหวัด โรงพิมพ์ ปีที่พิมพ์
  • ชื่อผู้เขียน ชื่อบทความ ชื่อวารสาร ฉบับที่ พ.ศ.หน้าบทความ ฯลฯ
  1. เสนอครบถ้วนตามอ้างอิง
  2. เสนอเรียงลำดับอักษร
  3. ถ้ามีภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้แยกเป็น 2 ส่วน ภาษาไทยมาก่อน

10. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และหน่วยงานที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์

1. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (อาจมีหัวข้อเดียว หรือ หลายข้อก็ได้)

– แก้ไขปัญหาในการดำเนินงานของหน่วยงานที่ทำการวิจัย (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– เป็นองค์ความรู้ในการวิจัยต่อไป (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– ให้บริการความรู้แก่ประชาชน (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– ให้บริการความรู้แก่ภาคธุรกิจ (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– นำไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– เพื่อประสิทธิภาพในการผลิต (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– เป็นประโยชน์ต่อประชาชน (ระบุรายละเอียดว่าประโยชน์มีอย่างไร)

– อื่นๆ (ระบุ)

2. หน่วยงานที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ (ระบุ)

11. แผนการวิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือผลการวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมาย

 วิธีเขียน

แสดงแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือผลการวิจัยสู่กลุ่มเป้าหมาย หรือส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาขึ้นต่อไป หรือการบริหารงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบุกลุ่มเป้าหมาย วิธีการถ่ายทอด ระยะเวลา สถานที่ ฯลฯ ให้ชัดเจน และควรเสนอของบประมาณในส่วนนี้ด้วย

  1. กรณีเป็นงานวิจัยพื้นฐาน (เป้าหมายผู้ใช้ผลงานวิจัย คือ นักวิชาการ นักศึกษา)
  • สอนหรือบรรยายเพื่อขยายขอบเขตของความรู้ให้แก่นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา ประชาชน ทั่วไป
  • เผยแพร่ผลงานในรูปรายงานวิจัย เอกสารทางวิชาการ วารสาร สิ่งพิมพ์ ตำรา สื่ออิเล็กทรอนิกส์
  • เสนอผลงานในที่ประชุมทางวิชาการ
  • จัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อให้ความรู้
  1. กรณีเป็นงานวิจัยประยุกต์หรือขั้นพัฒนา (เป้าหมายคือ ผู้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์)
  • กรณีเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ถ่ายทอดเทคโนโลยีกลุ่มเป้าหมาย เช่นเดียวกับกรณีที่เป็นงานวิจัยพื้นฐาน ข้อ 1-4
  • กรณีเป็นงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ให้ระบุกลุ่มภาคเอกชนทีจะนำไปใช้ประโยชน์ได้

12. วิธีดำเนินการวิจัย และสถานที่ทำการทดลอง/เก็บข้อมูล

อธิบายขั้นตอนวิธีการทำการวิจัย อาทิ การเก็บข้อมูลการกำหนดพื้นที่ประชากรตัวอย่างการสุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนและวิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ รวมทั้งระบุสถานที่ที่จะใช้เป็นที่ทำการวิจัย/เก็บข้อมูลให้ครบถ้วนและชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการเสนอของบประมาณ

วิธีเขียน

เป็นส่วนสำคัญที่เสนอแนวคิด วิธีการ หรือยุทธวิธี (strategy) ในการดำเนินการเพื่อตอบปัญหาวิจัยอันจะชี้ถึงคุณภาพการวิจัย หรือความเที่ยงตรงของการวิจัย

 13. ระยะเวลาทำการวิจัย และแผนการดำเนินงานตลอดโครงการ

ระบุระยะเวลาที่ทำการวิจัย ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดโครงการวิจัย โดยระบุเดือนปีที่เริ่มต้น ถึงเดือนปีที่สิ้นสุดการวิจัย โดยระบุด้วยว่าปีที่เสนอขอเป็นปีที่เท่าใดของโครงการวิจัยนี้ รวมทั้งระบุขั้นตอนและระยะเวลาของแผนการดำเนินงาน (Gantt chart) โดยรายละเอียดภายในปีงบประมาณ (1 ตุลาคม ของปีนั้น- 30 กันยายน ของปีถัดไป) ในกรณีที่เป็นโครงการวิจัยที่เสนอของบประมาณเพื่อทำการวิจัยมากกว่า 1 ปี ให้แจ้งแผนการดำเนินงานในปีต่อๆไป โดยสังเขปด้วย

แผนการดำเนินงาน

ควรเสนอภารกิจทั้งหมดที่ต้องปฎิบัติตลอดโครงการ พร้อมทั้งช่วงเวลาที่จะปฎิบัติในแต่ละภารกิจเหล่านั้น ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ และความเหมาะสมของจังหวะเวลา โดยกำหนดเป้นผังดำเนินการที่ชัดเจนภายใต้ระยะเวลา โดยกำหนดเป็นผังดำเนินการที่ชัดเจนภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดไว้

ระยะเวลาทำการวิจัย

ทำการวิจัย 1 ปี ตั้งแต่เดือน……….พ.ศ………….ถึงเดือน……………พ.ศ………………..

แผนการดำเนินงานตลอดโครงการวิจัย (เขียน Gantt chart) ดังตัวอย่าง

กิจกรรม เดือน
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12
1.วางแผนการทำงาน
2.ศึกษาข้อมูล
3.วางแผนรวบรวมข้อมูล
4.เก็บรวบรวมข้อมูล
5.วิเคราะห์ข้อมูล
6.เขียนรายงานวิจัย

14. ปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัย (อุปกรณ์การวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ) ระบุเฉพาะปัจจัยที่ต้องการเพิ่มเติม

ระบุรายละเอียดคุณลักษณะและความจำเป็นของอุปกรณ์ที่เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัย (อุปกรณ์การวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ) ที่ต้องการเพิ่มเติม รวมทั้งอุปกรณ์ที่ต้องขอเช่า หรือขอยืมจากหน่วยงานอื่นเพื่อการวิจัยนี้

วิธีเขียน

ปัจจัยที่เอื้อต่อการวิจัย (อุปกรณ์การวิจัย โครงสร้างพื้นฐาน)

  • ที่มีอยู่แล้ว (ระบุ)
  • ที่ต้องการเพิ่มเติม (ระบุ)

15. งบประมาณของโครงการวิจัย

  • 1. รายละเอียดงบประมาณการวิจัย จำแนกตามงบประเภทต่างๆ (ปีงบประมาณที่เสนอขอ (ผนวก 5))
  • 2. รายละเอียดงบประมาณการวิจัย จำแนกตามงบประเภทต่างๆ ที่เสนอขอในแต่ละปี (กรณีเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่อง (ผนวก 9))
  • 3. งบประมาณการวิจัยที่ได้รับจัดสรรในแต่ละปีที่ผ่านมา (กรณี เป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องที่ได้รับอนุมัติให้ทำการวิจัยแล้ว)

วิธีเขียน

  1. แสดงรายละเอียดงบประมาณการวิจัยเฉพาะปีที่เสนอขอโดยจำแนกประเภทต่างๆ ให้ชัดเจน
  2. กรณีที่เป็นโครงการวิจัยต่อเนื่อง โปรดระบุรายละเอียดงบประมาณการวิจัยที่จะเสนอขอในปีต่อๆ ไป แต่ละปีตลอดการวิจัย โดยจำแนกตามงบประเภทต่างๆ ให้ชัดเจน
  3. กรณีเป็นโครงการวิจัยต่อเนื่องที่ได้รับอนุมัติให้ทำการวิจัยแล้วให้ระบุงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ทุกปีที่ผ่านมา

งบประมาณค่าใช้จ่ายตลอดโครงการ

  1. งบประมาณเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป
  2. มีการแจกแจงรายละเอียดงบประมาณปีที่ขอ
  3. มีความเป็นไปได้ในการศึกษาวิจัย
  4. คำนวณงบประมาณครอบคลุมทุกรายการที่วางแผนและกำหนดกิจกรรม
  5. ประเมินค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริง

16. ผลสำเร็จของการวิจัยที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละปี

วัตถุประสงค์ของการวิจัย ผลสำเร็จ (Output) P I G
ปีที่ 1 ปืที่ 2

ข้อ  1 เพื่อ………………………………………

ข้อ 2 เพื่อ………………………………………

ข้อ 3 เพื่อ………………………………………

1.1   จะได้ ….…………………

1.2   จะได้ ……………………

1.3   จะได้ ………………………

1.1 จะได้ ….…………………

1.2 จะได้ ……………………

1.3 จะได้ ……………………

P

 

I

I

I

 

 

 

 

G

 

P=ผลสำเร็จเบื้องต้น (preliminary result), I = ผลสำเร็จกึ่งกลาง (intermediate result), G= ผลสำเร็จตามเป้าประสงค์ (Goal result)

17. กรณีโครงการวิจัยต่อเนื่องปีที่ 2 ขึ้นไป

  • หัวหน้าโครงการวิจัยต้องรับรองว่าโครงการวิจัยได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณที่ผ่านมาจริง โดยระบุเป็นข้อความ พร้อมลายมือชื่อกำกับอย่างชัดเจน
  • ถ้าโครงการวิจัยนี้อยู่ในระหว่างการเสนอของบประมาณการวิจัยจากแหล่งเงินทุนอื่น ให้ระบุชื่อแหล่งทุนและงบประมาณที่เสนอขอด้วย หากเป็นการวิจัยต่อยอดจากการวิจัยอื่นให้ระบุชื่อโครงการวิจัยดังกล่าว
  • ต้องรายงานความก้าวหน้าของโครงการวิจัยตาม แบบ ต-1ด

18. คำชี้แจงอื่นๆ

          ควรมีการแสดงเอกสาร หลักฐาน คำรับรอง คำยินยอม อาทิ โครงการพระราชดำริ จริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ จรรยาบรรณการใช้สัตว์ ฯลฯ หรือรายละเอียดอื่นที่จะเป็นประโยชน์ และชี้ให้เห็นคุณค่าของโครงการวิจัยมากยิ่งขึ้น

Comming Soon